ทำความรู้จัก “ค่ายภาษาอังกฤษฤดูร้อน” ก่อนส่งลูกไปเข้าค่าย

ค่ายภาษาอังกฤษฤดูร้อน หรือ English Summer Camp เป็นค่ายที่จัดขึ้นในช่วงปิดเทอม เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ส่งลูกๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา เพราะเด็กๆ สามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้เร็วกว่าผู้ใหญ่มาก ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีมากกว่า 53 ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ หากเด็กๆ สามารถพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้รู้เรื่อง ก็จะเพิ่มพูนโอกาสดีๆ ให้กับพวกเขาได้ในอนาคต

Continue reading “ทำความรู้จัก “ค่ายภาษาอังกฤษฤดูร้อน” ก่อนส่งลูกไปเข้าค่าย”

“5เหตุผลดีๆ ที่พ่อแม่รุ่นใหม่ส่งลูกเข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน”

ถึงเวลาปิดเทอมเมื่อไหร่ คุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ก็มักจะหากิจกรรมต่างๆ ให้เด็กๆ ได้ทำยามว่าง เพื่อจะได้ไม่เบื่อกับการอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสุดฮิตก็คือการส่งลูกไปเข้าค่ายฤดูร้อน หรือ Summer Camp ในต่างประเทศนั่นเอง

Continue reading ““5เหตุผลดีๆ ที่พ่อแม่รุ่นใหม่ส่งลูกเข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน””

สอนลูกอย่างไรให้ฉลาดรอบด้าน

ในปัจจุบัน พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเห็นลูกของตัวเองเป็นเด็กที่มีความฉลาดเฉลียวกันทั้งนั้น โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ถึงขนาดที่หลายครอบครัวส่งลูกไปเรียนเสริมกันตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม เด็กแต่ละคนมีความชอบและความฉลาดที่ไม่เหมือนกัน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกฉลาดรอบด้านได้ ดังนี้

1.ด้านการเข้าใจตัวเอง

หากลูกมีบุคลิกภาพที่เชื่อมั่นในตัวเอง สามารถทำงานต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องออกคำสั่ง ก็ควรสนับสนุนด้วยการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดวิเคราะห์ และวางแผนบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง เช่น การสร้างโจทย์ หรือเกมง่าย ๆ ให้ลองผิดลองถูกโดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ แต่ไม่ควรบีบบังคับ หรือชี้นำให้ทำตามเป็นอันขาด เพราะลูกอาจจะต่อต้านในอนาคต

2.ด้านดนตรี

หากพบว่าลูกชื่นชอบเสียงดนตรี หรือแยกแยะเสียงต่าง ๆ ได้ดี พ่อแม่สามารถสนับสนุนได้ด้วยการหาอะไรที่เกี่ยวกับดนตรีมาให้ลูกได้ทดลองเล่น เช่น หนังสือเสียง เครื่องดนตรีง่าย ๆ แบบเมโลเดียน หรืออาจหาอะไรมาให้ลูกเคาะเล่น เพื่อจับจังหวะและจำแนกเสียงด้วยตัวเอง

3.ด้านภาษา

กรณีที่เด็กสามารถพูดภาษาที่สองได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงสามารถจดจำคำศัพท์ง่าย ๆ ได้โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ก็ควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้ด้วยการหาหนังสือสองภาษาที่มีคำศัพท์ง่าย ๆ หรือชวนลูกนั่งเล่นเกมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก รวมถึงชวนลูกถามตอบเป็นภาษาอังกฤษทุกครั้งที่มีโอกาส

4.ด้านตรรกะและการคำนวณ

ถ้าลูกสามารถแก้ปัญหาง่าย ๆ ได้ รวมถึงเข้าใจในเรื่องที่ต้องใช้ตรรกะ หรือความเป็นเหตุและผล ก็สามารถส่งเสริมด้วยการหาเกมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา เช่น เกมซูโดกุแบบ 16 ช่อง เกมที่จอดรถ รวมถึงเกมง่าย ๆ แบบเกมเศรษฐีและเกมโดมิโน่ ซึ่งล้วนเป็นเกมที่ต้องคิดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจบเกม

5.ด้านมนุษยสัมพันธ์

เด็กที่ฉลาดด้านนี้ จะชอบพูดคุยหรือเล่นกับคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ค่อยหวงตัวและไม่หวงของเล่น เมื่อถึงเวลาที่ต้องเป็นผู้นำก็สามารถปฏิบัติได้ดี หากเป็นเช่นนี้แนะนำให้พ่อแม่พาลูกไปเล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน และต่างรุ่นบ่อย ๆ เพื่อที่ลูกจะได้เข้าใจสถานะและบทบาทของตัวเองเมื่ออยู่ต่างกลุ่มกัน

นอกจากทั้ง 5 ด้านนี้แล้ว ยังมีด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น ด้านร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้กล้ามเนื้อในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้านมิติสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้จินตนาการ หรือด้านธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว คุณพ่อคุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตว่าลูกชอบด้านไหนมากที่สุด และพยายามส่งเสริมด้านนั้นให้เต็มที่ เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการพัฒนาตนเอง

เลี้ยงลูกแบบ EF เพื่อพัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

การเลี้ยงลูกให้มีความสามารถทั้งด้าน IQ และ EQ ไม่ใช่เรื่องยาก หากรู้จักการเลี้ยงลูกแบบ EF หรือ Executive Functions ที่จะช่วยพัฒนาทักษะของลูกในทุก ๆ ด้าน

Executive Functions เกี่ยวข้องกับการบริหารสมองส่วนหน้า ซึ่งจะควบคุมเรื่องของความจำ การคิดวิเคราะห์ และการหยุดยั้งอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งช่วงเวลาดีที่สุดที่ควรจะสอนลูกด้วยแนวทางนี้ คืออายุระหว่าง 3-6 ปี เพราะจะเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยแนวทางนี้ประกอบไปด้วย

1.ฝึกลูกให้เป็นเด็กสองภาษา

การสอนให้เด็กพูดภาษาที่สองได้ตั้งแต่ยังเล็กนั้น จะช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จากการประมวลคำศัพท์ที่ต้องแปลทั้งสองภาษา และยังช่วยเสริมสร้างให้เด็กมีความมั่นใจ เมื่อจำเป็นต้องพูดกับเจ้าของภาษาด้วย

2.ทำกิจกรรมใหม่ ๆ กับคนในครอบครัว

การเรียนรู้สมัยนี้ไม่ได้แค่สอนเรื่องทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมสนุก ๆ ทำด้วยกันกับลูก เช่น การร้องเพลงที่ช่วยให้กล้าแสดงออก การเล่นดนตรีที่สอนเรื่องของจังหวะ การทำอาหารง่าย ๆ เพื่อสอนให้รู้จักการชั่งตวงวัด และพัฒนากล้ามเนื้อในการหยิบจับสิ่งต่าง ๆ

3.การช่วยเหลือตัวเองได้อย่างเหมาะสม

การสอนลูกให้ช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานได้สมวัย เช่น การติดกระดุมเสื้อ ใส่ถุงเท้า ใส่รองเท้าด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยพัฒนาไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเพื่อสอนให้ลูกได้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ง่าย ๆ เช่นการแยกซ้าย-ขวา รวมถึงสอนการแก้ปัญหาเมื่อสิ่งที่ลูกทำเกิดข้อผิดพลาด

4.เล่นเกมที่ใช้ความคิดและสมาธิ

เปลี่ยนจากเกมคอมพิวเตอร์ และเกมมือถือ มาเล่นเกมที่ใช้สมองและสมาธิอย่างบอร์ดเกม เพื่อสอนให้ลูกได้รู้จักกับคำว่า “กติกาและเงื่อนไข” นอกจากนี้ บางเกมยังสอนให้เด็ก ๆได้วางแผน และได้รู้จักการแพ้-ชนะด้วยตัวเอง

5.ส่งเสริมการสร้างจินตนาการ

จินตนาการ คือสิ่งที่จะช่วยพัฒนาความคิดในวัยเด็กได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นว่าต้องทำงานด้านศิลปะเพียงอย่างเดียว การอ่านนิทานและชวนลูกพูดคุย หรือให้เล่นเครื่องดนตรีที่มีการไล่เสียง ก็เป็นการส่งเสริมจินตนาการให้ลูกได้ลองคิดอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ

นอกจากทั้ง 5 แนวทางนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องของการพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเด็ก 3-6 ปี ควรนอนอย่างน้อย 10 ชั่วโมง เพื่อให้สมองได้มีการพัฒนาและเติบโตอย่างสมวัย

ส่งเสริมภาษาอังกฤษให้ลูก เริ่มวัยไหนดี?

การส่งเสริมให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายครอบครัว พ่อแม่บางคนจึงเลือกจ้างครูมาสอนพิเศษให้ลูกที่บ้าน ขณะที่บางคนเลือกส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษตามสถาบันต่าง ๆ ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน เพราะหวังว่าจะชินกับภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก และจะพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเข้าโรงเรียน

ขณะที่ในประเทศเกาหลีใต้กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เมื่อทางกระทรวงศึกษาธิการออกกฎห้ามสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนชั้น ป.1 – ป.2 ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าช่วงวัยไหนจึงจะเหมาะสมที่สุดในการสอนภาษาอังกฤษให้ลูก?

อันที่จริงแล้ว พ่อแม่ชาวเกาหลีใต้ก็คิดเหมือนพ่อแม่คนไทยว่าควรให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผู้อำนวยการท่านหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้ระบุว่า ช่วงเวลาที่เด็กควรเรียนรู้ภาษาที่สองมากที่สุด คือช่วง ป.3 หรือเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไป โดยเรียนควบคู่ไปกับภาษาแม่

สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ด้านภาษาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า ไม่เคยเห็นเด็กอายุมากกว่า 10 ปีคนใด ที่เรียนภาษาที่สองแล้วมีปัญหาเรื่องทักษะและการออกเสียงช้ากว่าเด็กที่เรียนภาษาที่สองตั้งแต่ปฐมวัย ขณะเดียวกัน การเรียนภาษาที่สองในเด็กอายุ 5-7 ปี ก็ไม่ได้ส่งผลใด ๆ ในเรื่องการเรียนรู้ภาษาแม่

เช่นเดียวกับนักวิชาการทางภาษาอังกฤษ Lamar Roberts และ Wilder Penfield ที่พบว่า เด็กอายุ 9 ขวบจะมีพัฒนาการด้านสมอง และทักษะในการเรียนรู้ด้านภาษาที่ยืดหยุ่น เพราะฉะนั้นวัยนี้จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการเรียนภาษาที่สอง

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่น่าสนใจอีกหลายฉบับที่เห็นพ้องกันว่า เด็กอายุมากกว่า 12 ปี สามารถเรียนภาษาที่สองได้ดีกว่าเด็กที่มีอายุน้อยกว่า เนื่องจากเด็กในช่วงวัยนี้จะมีทักษะต่าง ๆ พอสมควร ทั้งเรื่องตรรกะ การวิเคราะห์ การจำแนกและแยกแยะ จึงช่วยให้เรียนภาษาที่สองได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเรียนด้านไวยากรณ์

จากข้อมูลเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่าแล้วช่วงวัยใดของลูกที่เหมาะสมที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งคงไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนว่าช่วงไหนเหมาะสมที่สุดแบบจริงจัง

สิ่งสำคัญจึงขึ้นอยู่กับครอบครัว และการสนับสนุนที่ดีมากกว่า หากมีกำลังทรัพย์ ก็สามารถส่งเสริมให้ลูกเรียนตั้งแต่ปฐมวัยได้ แต่ถ้ายังไม่พร้อมก็อาจหาวิธีอื่น ๆ ที่เสียเงินน้อยกว่า อาทิ การเรียนรู้จากหนังสือ การ์ตูน ภาพยนตร์ และเกมที่เป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงการโต้ตอบกันเป็นภาษาอังกฤษบ่อย ๆ ก็ช่วยพัฒนาทักษะได้ดีไม่แพ้กัน